เมื่อฟอนต์ของ H&M ไม่ได้มีไว้แค่อ่าน

Business

เมื่อฟอนต์ของ H&M ไม่ได้มีไว้แค่อ่าน

แก้ไขล่าสุดเมื่อ : 29/10/2569

แท็ก :

ฟอนต์แบรนด์
ฟอนต์ประจำแบรนด์
ฟอนต์ของแบรนด์
ฟอนต์สำหรับแบรนด์
ฟอนต์สร้างแบรนด์
การออกแบบฟอนต์

:

Share on FacebookShare on XShare on LINE

ลองเดินเข้า H&M แล้วมองไปรอบ ๆ ตั้งแต่คำว่า SALE ตัวใหญ่บนกระจก ป้าย NEW COLLECTION เหนือราวเสื้อผ้า ตัวเลขราคาบน Tag ไปจนถึงข้อความบน Shopping Bag และหน้าเว็บไซต์ คุณอาจไม่เคยหยุดคิดว่า “นี่คือฟอนต์อะไร?” แต่เพียงเห็นตัวอักษรไม่กี่ตัว คุณกลับรู้สึกได้ทันทีว่านี่คือ H&M เพราะฟอนต์ไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบที่ทำให้ข้อความอ่านง่าย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์และทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำ แม้ในบางครั้งจะยังไม่เห็นโลโก้ด้วยซ้ำ

นี่คือเสน่ห์ของ Typography เพราะฟอนต์ที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องทำให้คนจำชื่อมันได้ แต่ต้องทำให้คนจำความรู้สึกของแบรนด์ได้ และ H&M ก็ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงงานออกแบบกราฟิกธรรมดา

แบรนด์แฟชั่นระดับโลกแห่งนี้ร่วมมือกับ Monotype เพื่อพัฒนา Typeface สำหรับ H&M โดยเฉพาะ ตั้งแต่ HM Ampersand ไปจนถึง HM Amperserif พร้อมพัฒนา Typographic Guideline เพื่อให้ตัวอักษรสามารถทำงานร่วมกันเป็นระบบ ตั้งแต่ Billboard ขนาดใหญ่ ไปจนถึง Shopping Bag และสื่อดิจิทัล

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ระบบ Typography ของ H&M ต้องรองรับการสื่อสารในหลาย Writing System ทั้ง Latin, Greek, Cyrillic, Thai และ Arabic รวมถึงการใช้งานในตลาดที่มีภาษาและบริบทแตกต่างกัน

เพราะเมื่อแบรนด์มีอยู่ในหลายประเทศ เรื่องจึงไม่ได้จบแค่ว่า “ฟอนต์สวยหรือไม่” แต่คือการทำอย่างไรให้แบรนด์ยังดูเป็นแบรนด์เดิม แม้ข้อความนั้นจะถูกสร้างโดยคนละทีม อยู่คนละประเทศ และพูดคนละภาษา

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เรื่องของ ฟอนต์ H&M น่าสนใจกว่าการรู้ว่าแบรนด์ใช้ Typeface อะไร

เพราะเบื้องหลังตัวอักษรเหล่านั้นคือเรื่องของ Brand Identity, Marketing, Global Consistency, Multilingual Typography, Design System และ Font Licensing ที่ทำงานร่วมกันอยู่ในระบบเดียว

สำหรับ H&M ฟอนต์ไม่ได้มีไว้แค่อ่าน แต่มีไว้ช่วยให้แบรนด์พูดด้วยเสียงเดียวกันทั่วโลก

ฟอนต์ไม่ได้มีไว้แค่อ่าน แต่มีผลต่อความรู้สึกของแบรนด์

เวลาเราพูดถึง Brand Identity หลายคนมักนึกถึง Logo, สีประจำแบรนด์ หรือภาพที่ใช้ในโฆษณาก่อน แต่จริง ๆ แล้วตัวอักษรเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ผู้บริโภคเจอแทบทุกครั้งที่มีการสื่อสาร

ชื่อสินค้า ราคา Headline บน Billboard ข้อความใน Website ไปจนถึงรายละเอียดบน Packaging ล้วนต้องผ่าน Typography

ความแตกต่างของ Typeface จึงไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “หน้าตา” แต่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และบุคลิกที่ผู้ชมรับรู้ด้วย ฟอนต์บางแบบให้ความรู้สึกทันสมัย บางแบบดูจริงจัง บางแบบดูเป็นมิตร หรือบางแบบสามารถสร้างความรู้สึก Fashionable และ Premium ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านเนื้อหาด้วยซ้ำ

งานวิจัยของ Monotype ร่วมกับ Neurons ซึ่งศึกษาการตอบสนองของผู้บริโภคต่อ Typeface ที่แตกต่างกัน พบว่าการเลือก Typeface สามารถเพิ่ม Positive Response ได้สูงถึง 13% ในการทดลองบางรูปแบบ โดยยังพบความแตกต่างในด้านความรู้สึก เช่น ความน่าเชื่อถือ ความโดดเด่น ความทันสมัย และความสามารถในการจดจำ

ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าเปลี่ยนฟอนต์แล้ว Conversion จะเพิ่ม 13% แต่สิ่งที่งานวิจัยสะท้อนให้เห็นคือ Typography ไม่ได้เป็นองค์ประกอบที่เป็นกลางทางความรู้สึก ฟอนต์สามารถเปลี่ยนวิธีที่คนรับรู้ข้อความเดียวกันได้

สำหรับแบรนด์ที่ต้องสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านทั้งหน้าร้าน Website Social Media Campaign และ Packaging อยู่ตลอดเวลา Typography จึงไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ ของงานออกแบบ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสร้าง Brand Identity ในทุกจุดที่แบรนด์ปรากฏตัว

จาก HM Ampersand สู่ Typography System ของ H&M

หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบ Typography ของ H&M คือ HM Ampersand Typeface ที่ Monotype พัฒนาขึ้นสำหรับแบรนด์

แต่เมื่อ H&M ต้องสื่อสารในบริบทที่หลากหลายมากขึ้น Typeface เพียงชุดเดียวอาจไม่เพียงพอ แบรนด์จึงต้องการ Typographic Language ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม สามารถใช้ได้ตั้งแต่สื่อขนาดใหญ่ในร้าน ไปจนถึง Website และ Seasonal Lookbook ขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาความรู้สึกของแบรนด์เอาไว้

Monotype จึงทำงานร่วมกับ The Studio ซึ่งเป็น Swedish Design Practice และทีม Marketing ของ H&M เพื่อพัฒนา HM Amperserif ให้เป็น Serif Companion ของ HM Ampersand

HM Amperserif ได้แรงบันดาลใจจาก Serif Typeface แบบ High Contrast ที่ได้รับความนิยมใน Fashion Magazine ช่วงทศวรรษ 1950 ก่อนนำมาปรับรายละเอียดให้มี Character ที่เหมาะกับ H&M มากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการมี Serif Font เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว แต่คือการทำให้ Typeface ทั้งสองสามารถอยู่ภายใต้ภาษาทางภาพเดียวกัน

และตรงนี้เองที่คำว่า Typography System เริ่มมีความหมาย

เพราะการมีฟอนต์ประจำแบรนด์ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะมีระบบ Typography ที่ดีโดยอัตโนมัติ ฟอนต์คือ Asset แต่ Typography System คือวิธีที่องค์กรกำหนดว่า Asset นั้นควรถูกนำไปใช้อย่างไร

H&M จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การออกแบบ Typeface แต่ยังมีการพัฒนา Typographic Guideline เพื่อกำหนดแนวทางการใช้งาน Typography ของแบรนด์ ซึ่งมีแนวคิดใกล้เคียงกับ Brand Style Guide ที่ช่วยกำหนดวิธีใช้องค์ประกอบต่าง ๆ ของแบรนด์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ลองคิดถึงองค์กรที่มีทั้งทีม Marketing, Designer, Social Media, Agency และ Production House หากไม่มีระบบกลาง แต่ละทีมสามารถนำ Brand Font ไปใช้ในแบบของตัวเองได้ทันที ผลลัพธ์คือ Brand Identity ที่ค่อย ๆ แตกออกเป็นหลายรูปแบบ

ดังนั้น Typography Guideline จึงไม่ได้มีไว้เพื่อจำกัดความคิดสร้างสรรค์ แต่ช่วยสร้าง “ภาษากลาง” ให้คนจำนวนมากสามารถสร้างงานที่ยังมี Character ของแบรนด์เดียวกันได้

เมื่อฟอนต์ต้องทำงานในแบรนด์ที่มีอยู่ทั่วโลก

ความซับซ้อนของ H&M อยู่ที่ Typeface ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่ออยู่บนหน้าจอหรือกระดาษเพียงรูปแบบเดียว มันต้องทำงานตั้งแต่ Billboard ขนาดใหญ่ ไปจนถึง Shopping Bag, Website, Lookbook และสื่อในรูปแบบต่าง ๆ

Monotype ระบุว่า HM Amperserif ถูกพัฒนาใน 3 ขนาด เพื่อช่วยรักษา Character และ Proportion ของตัวอักษรเมื่อถูกนำไปใช้ในขนาดที่แตกต่างกัน เพราะรายละเอียดที่ดูดีในขนาดหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกขนาดหนึ่ง

แม้แต่ ตัวเลข ก็ถูกให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะสำหรับธุรกิจแฟชั่น ตัวเลขปรากฏอยู่ตลอดเวลา ทั้งราคา Promotion ส่วนลด และ Campaign Headlines

นี่ทำให้เห็นว่า Brand Font ที่ดีไม่ได้ถูกออกแบบจากมุม Aesthetic เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจว่าฟอนต์จะถูกนำไปใช้กับ Business Context แบบไหนด้วย

และเมื่อ H&M เป็น Global Brand ความท้าทายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะ Typography ต้องรองรับหลายภาษาและหลาย Writing System

HM Amperserif รองรับ Latin, Greek, Cyrillic, Thai และ Arabic รวมถึงมีการพัฒนา Indic Logos สำหรับตลาดอินเดีย ขณะเดียวกัน Font ก็ต้องสามารถรองรับ Character และ Currency Sign ที่เพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจขยายตัว

เรื่องนี้สำคัญกว่าที่ดู เพราะการทำให้ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย หรือภาษาอาหรับอยู่ในระบบเดียวกัน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวอักษรให้ครบ แต่ต้องทำให้แต่ละ Writing System มีน้ำหนักและ Character ที่สอดคล้องกัน

นี่คือเหตุผลที่ Global Typography ไม่ได้หมายถึงการใช้ฟอนต์เดียวกันทั่วโลกแบบตรง ๆ แต่หมายถึงการสร้างระบบที่ทำให้แบรนด์ยังสามารถรักษา Character เดิมได้ แม้ภาษา ขนาด สื่อ และบริบทจะเปลี่ยนไป

เมื่อ Brand Font กลายเป็น Asset ที่ต้องบริหาร

เมื่อฟอนต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Brand Identity อีกเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ Font Licensing เพราะการมี Font อยู่ในองค์กรไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถนำไปใช้กับทุกงานได้โดยไม่มีข้อจำกัด ทั้งการใช้งานบน Website, Application หรือการนำไปใช้โดย Agency และ Production Partner ล้วนต้องพิจารณาขอบเขตของสิทธิ์ในการใช้งานให้เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่อง ลิขสิทธิ์ฟอนต์ ที่ควรตรวจสอบให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนนำไปใช้งาน

H&M เองมี Font สำหรับ Supplier Portal โดยระบุว่า Font ที่เป็นทรัพย์สินของ H&M Group สามารถดาวน์โหลดเพื่อนำไปใช้ร่วมกับงานของ H&M Group ได้ ขณะที่ Font อื่น ๆ ผู้ใช้งานต้องซื้อ License จากเจ้าของ Font นี่สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อ Font กลายเป็น Brand Asset การบริหารสิทธิ์ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Brand Management ไปด้วย โดยเฉพาะองค์กรที่มีหลายทีม หลาย Agency และหลายประเทศ หากไม่มีระบบจัดการที่ชัดเจน เรื่องเล็กอย่างการติดตั้ง Font ผิด License ก็สามารถกลายเป็นปัญหาด้าน Rights Management ได้

สิ่งที่ H&M ทำจึงน่าสนใจตรงที่แบรนด์ไม่ได้มอง Typography เป็นเพียง “หน้าตาของตัวอักษร” แต่เชื่อมโยงตั้งแต่การออกแบบ Typeface การสร้าง Typographic Guideline การรองรับหลายภาษา ไปจนถึงการจัดการ Font ในระดับองค์กร และนี่เป็นบทเรียนที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบรนด์แฟชั่นระดับโลก เพราะแม้แต่ธุรกิจที่มีทีม Marketing ขนาดเล็ก หากมีการผลิต Content อย่างต่อเนื่อง มีหลายคนเข้ามาใช้ Brand Font หรือทำงานร่วมกับ Agency และ Production Partner ก็จำเป็นต้องคิดเรื่อง Typography System และ Font Licensing เช่นเดียวกัน

ท้ายที่สุด Logo อาจเป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้ว่าแบรนด์นี้คือใคร แต่ Typography คือสิ่งที่ช่วยให้แบรนด์ “พูด” ในทุกครั้งที่มีข้อความปรากฏขึ้น และเมื่อ Typography ถูกใช้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ตัวอักษรเหล่านั้นก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ได้

สำหรับ H&M สิ่งที่อยู่เบื้องหลัง HM Ampersand และ HM Amperserif จึงไม่ใช่แค่การออกแบบฟอนต์ให้สวย แต่มันคือการสร้างภาษาทางภาพที่ช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกด้วย Character ที่สอดคล้องกัน

เพราะฟอนต์ที่ดีอาจไม่ได้ทำให้คนจำชื่อ Typeface ได้ แต่ทำให้คนเห็นข้อความเพียงไม่กี่คำ แล้วรู้สึกว่านี่แหละ H&M

สำหรับธุรกิจที่กำลังสร้างหรือยกระดับ Brand Identity การเลือก Font จึงควรมองให้ไกลกว่าความสวยของ Typeface เพราะ Brand Typography ต้องสัมพันธ์ทั้งกับบุคลิกของแบรนด์ รูปแบบการสื่อสาร ช่องทางการใช้งาน ภาษา ทีมงาน และสิทธิ์ในการใช้งาน

Number 24 x Monotype พร้อมช่วยธุรกิจไทยตั้งแต่การเลือก Typeface ให้ตรงกับ Brand Identity การจัดการ Font Licensing ไปจนถึงการวางระบบ Brand Typography เพื่อให้ทุกทีมสามารถสื่อสารออกมาใน Character เดียวกัน

เพราะเมื่อแบรนด์ต้องพูดกับคนทั้งโลก สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “เลือกฟอนต์อะไร” แต่คือ จะทำอย่างไรให้ทุกตัวอักษรพูดเป็นเสียงเดียวกับแบรนด์

ติดต่อ Number 24 เพื่อปรึกษาเรื่อง Monotype, Brand Font และ Font Licensing ได้ที่

Inbox : http://m.me/number24.co.th

LINE Official Account : https://line.me/R/ti/p/@klj9484n

Instagram : https://www.instagram.com/number24.co.th

Website : https://number24.co.th/

 

facebook iconig icontiktok iconyoutube iconlinkIn iconline iconemail icon
Copyright Number 24 Co.,Ltd. All right reserved.
เวอร์ชั่น PROD