Logo เดียว ไม่จำเป็นต้องมา Look เดียว
Business
Logo เดียว ไม่จำเป็นต้องมา Look เดียว
Brand Identity ที่ดีควร “เหมือนเดิม” แค่ไหน? เมื่อพูดถึงการสร้างแบรนด์ เรามักได้ยินคำว่า Consistency อยู่เสมอ Logo ต้องใช้แบบเดียวกัน สีต้องเป็นสีเดิม ฟอนต์ต้องเป็นฟอนต์เดิม และทุกช่องทางต้องสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ในโลกที่แบรนด์ต้องสื่อสารผ่านทั้ง Social Media, Digital Platform, Campaign, Motion, Packaging และอีกสารพัด Touchpoint การทำให้ทุกอย่าง “เหมือนกัน” อาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป
เพราะ Consistency ไม่ได้แปลว่า Uniformity
แบรนด์สามารถมีความหลากหลายทางภาพได้ โดยที่ยังคงรักษาตัวตนเดิมเอาไว้ และบางครั้งความยืดหยุ่นนั้นอาจไปไกลถึงขั้นที่ Logo เองสามารถเปลี่ยนรูปทรงได้
หนึ่งใน Case ที่น่าสนใจคือการทำงานระหว่าง Monotype และ Chantelle Pulp แบรนด์ชุดชั้นในที่เลือกสร้าง Logo ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างและน้ำหนักได้ เพื่อสะท้อนแนวคิดเรื่องความหลากหลายของรูปร่าง ความลื่นไหล และการไม่ยึดติดกับ Beauty Standard แบบตายตัว
นี่คือแนวคิดของ “A flexible identity with open ended possibilities.” หรือ “อัตลักษณ์ที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้างไร้ขีดจำกัด”
ถ้าแบรนด์มีความหลากหลาย แล้วทำไม Logo ต้องมีแค่แบบเดียว?
Logo จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายที่ทำให้คนจำแบรนด์ได้ แต่การออกแบบยังต้องคำนึงถึงรูปทรง ตัวอักษร และบุคลิกของแบรนด์ไปพร้อมกัน หากสนใจพื้นฐานเรื่อง การออกแบบโลโก้ สามารถอ่านต่อได้จากบทความนี้
แต่สำหรับ Chantelle Pulp คำถามกลับถูกตั้งขึ้นอีกแบบ
ถ้าแบรนด์ต้องการเฉลิมฉลองความหลากหลายของรูปร่าง แล้วทำไม Visual Identity จึงต้องถูกจำกัดให้อยู่ในรูปร่างเดียว?
แนวคิดนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Shape Shifter Logotype ร่วมกับ Monotype
Logo ถูกออกแบบให้สามารถเปลี่ยนแปลงได้หลายรูปแบบ ทั้งในเรื่องของน้ำหนักและรูปทรง โดยยังคงมี DNA เดียวกันอยู่เบื้องหลัง
สิ่งที่ทำให้ Case นี้น่าสนใจคือ Logo ไม่ได้ถูกทำให้แตกต่างกันแบบสุ่ม ๆ Monotype ใช้แนวคิดจาก Variable Font Technology เข้ามาช่วยสร้างระบบของ Logotype โดยมี 2 axes และ 3 masters ต่อ axis ทำให้สามารถควบคุมความแตกต่างของรูปแบบได้อย่างเป็นระบบ
แทนที่จะมี Logo เพียง Version A / Version B หรือ Version C แบรนด์จึงทำให้ Logo มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนรูปแบบต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา
- น้ำหนักสามารถเปลี่ยนได้
- รูปทรงสามารถเปลี่ยนได้
- Character สามารถเปลี่ยนได้
แต่ยังคงมีความสัมพันธ์กันในฐานะ Logo เดียวกัน นี่คือความน่าสนใจของคำว่า Flexible Identity มันไม่ได้หมายความว่าแบรนด์สามารถเปลี่ยนไปเป็นอะไรก็ได้ แต่หมายถึง แบรนด์มีระบบที่เปิดพื้นที่ให้เปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่สูญเสียตัวตน
Consistency ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ทุกอย่างเหมือนกัน”
ลองนึกถึงแบรนด์หนึ่งที่มี Logo เดียวกัน เช่น
- บน Website อาจใช้ Logo ในพื้นที่ที่สะอาดและเป็นระเบียบ
- บน Social Media อาจอยู่ท่ามกลางภาพและ Graphic ที่จัดจ้าน
- บน Campaign อาจถูกนำไปใช้กับ Art Direction ที่สนุกและแปลกใหม่
- บน Corporate Communication อาจถูกใช้ในบริบทที่เรียบและเป็นทางการ
หน้าตาของแต่ละชิ้นงานไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน สิ่งที่ควรเหมือนกันคือ ความรู้สึกที่คนมีต่อแบรนด์ โดยความแตกต่างระหว่างกันคือ
1.Consistency
การมีองค์ประกอบและหลักการบางอย่างที่เชื่อมทุกงานเข้าด้วยกัน
2.Uniformity
การทำให้ทุกงานมีหน้าตาเหมือนกัน
คำถามนี้เป็นหัวใจสำคัญของ การสร้าง Brand Identity เพราะอัตลักษณ์ที่ดีไม่ได้มีเพียงหน้าที่ทำให้แบรนด์ดูแตกต่าง แต่ต้องสามารถนำไปใช้งานจริงในหลายพื้นที่และเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ได้
คำตอบอาจอยู่ใน Logo, Typography, Color, Photography, Graphic Style, Layout หรือ Motion System ซึ่งทั้งหมดสามารถถูกกำหนดไว้ใน Brand Guideline เพื่อให้ทีมต่าง ๆ มีพื้นที่สร้างสรรค์โดยยังอยู่ในกรอบเดียวกัน
Flexible Identity ไม่ใช่ “ทำอะไรก็ได้”
อย่างไรก็ตาม การมี Identity ที่ยืดหยุ่นไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ควรปล่อยให้ทุกทีมตีความตามใจ ตรงกันข้าม ยิ่งแบรนด์เปิดพื้นที่ให้ Creative มากเท่าไร ระบบเบื้องหลังก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
Brand Guideline ในยุคนี้จึงอาจไม่ควรมีแค่คำว่าห้ามใช้ Logo แบบนี้ แต่ควรมีคำตอบด้วยว่า Logo สามารถเปลี่ยนได้มากแค่ไหน?
เช่น
- Logo สามารถปรับ Weight ได้อย่างไร
- รูปทรงสามารถเปลี่ยนไปในระดับไหน
- Version ไหนเหมาะกับ Touchpoint ใด
- สามารถนำไปทำ Motion ได้หรือไม่
- อะไรคือองค์ประกอบที่ต้องคงไว้
- อะไรคือพื้นที่ที่ Designer สามารถทดลองได้
เมื่อกติกาชัดเจน ความยืดหยุ่นก็จะไม่กลายเป็นความสับสน แต่จะกลายเป็น Creative System
Brand Identity ที่แข็งแรง อาจไม่ใช่ Identity ที่หยุดนิ่ง
Case ของ Chantelle Pulp ทำให้เห็นว่า ความสม่ำเสมอของแบรนด์ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการทำให้ทุกอย่างเหมือนกัน แต่สามารถเกิดจากการสร้าง ระบบที่แข็งแรงพอให้เกิดความแตกต่างได้
แต่เมื่อทั้งหมดมี Brand DNA เดียวกัน สิ่งที่แตกต่างเหล่านั้นก็ยังสามารถทำงานร่วมกันเป็น Brand Identity เดียวได้
สำหรับองค์กรที่กำลังสร้างหรือปรับ Brand Identity การเลือก Typeface จึงไม่ควรมองเพียงเรื่องความสวยงาม แต่ควรมองถึงความยืดหยุ่นในการใช้งาน ความหลากหลายของ Font Family และความสามารถในการรองรับการสื่อสารในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ Typography สำหรับแบรนด์
ตั้งแต่ Corporate Communication, Marketing, Presentation, Social Media ไปจนถึง Digital Product
Number 24 x Monotype พร้อมให้บริการด้าน Typeface, Font Licensing และโซลูชันด้าน Typography สำหรับองค์กร เพื่อช่วยให้แบรนด์เลือกและบริหารจัดการฟอนต์ได้อย่างเหมาะสม ทั้งในด้าน Brand Identity การใช้งานจริง และสิทธิ์การใช้งานในระดับองค์กร
เพราะการมีฟอนต์องค์กรที่ดี ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องสร้างงานออกมาเหมือนกัน แต่คือการมี เครื่องมือเดียวกันที่สามารถสร้างความหลากหลายได้
เหมือนกับแนวคิดของ Chantelle Pulp ที่ทำให้เราเห็นว่า Logo เดียว ไม่จำเป็นต้องมี Look เดียว และ Brand Identity ที่ดี ไม่จำเป็นต้องหยุดนิ่ง
สอบถามข้อมูลการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่
Inbox : http://m.me/number24.co.th
LINE Official Account : https://line.me/R/ti/p/@klj9484n
Instagram : https://www.instagram.com/number24.co.th
Website : https://number24.co.th/
