อยากได้ Idea Killer ต้องถามให้แทงใจ
Business
อยากได้ Idea Killer ต้องถามให้แทงใจ
แก้ไขล่าสุดเมื่อ : 07/04/2569
แท็ก :
:
หลายคนที่ทำงานกราฟิกน่าจะเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ลูกค้าบอกว่า “อยากได้งานที่ดูพรีเมียม ๆ แต่อย่าดูแพงมาก” หรือ “เอาแบบโมเดิร์นหน่อย แต่ก็อยากให้มีความวินเทจนิด ๆ”
ฟังดูเหมือนมีทิศทางแต่พอเริ่มทำจริงกลับงงทันทีว่า “พรีเมียมของลูกค้าคือแบบไหนกันแน่” นี่คือเหตุผลที่งานดีไซน์จำนวนไม่น้อยต้องแก้แล้วแก้อีก ไม่ใช่เพราะฝีมือไม่ถึงแต่เพราะ การบรีฟลูกค้าไม่ชัดตั้งแต่ต้น
ความจริงแล้วลูกค้าหลายคนไม่ได้ตั้งใจพูดกำกวม เพียงแต่เขาไม่ได้พูดภาษาดีไซน์เลยไม่รู้ว่าจะอธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวออกมายังไง หน้าที่ของนักออกแบบจึงไม่ใช่แค่ทำงานให้สวยแต่ต้องช่วย แปลความคิดของลูกค้าออกมาให้ชัดก่อนเริ่มงาน
วิธีที่ได้ผลที่สุดก็คือ “การถามให้ตรงจุด”
ทำไมลูกค้าถึงบรีฟยาก
ก่อนจะไปโทษว่าลูกค้าเรื่องเยอะ ลองมองอีกมุมหนึ่งก่อนว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานด้านดีไซน์ทุกวัน เขาอาจรู้แค่ว่าอยากให้แบรนด์ดูดี ดูแพง หรือดูทันสมัย แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายเป็นรายละเอียดของงานกราฟิกยังไง
ผลลัพธ์เลยออกมาเป็นคำกว้าง ๆ เช่น
1.อยากให้ดูพรีเมียมขึ้น
2.ขอให้มันดูสนุกขึ้นหน่อย
3.ทำให้มันดูโมเดิร์นกว่านี้ได้ไหม
คำเหล่านี้ไม่ได้ผิดแต่ปัญหาคือ ตีความได้หลายแบบมาก พรีเมียมของคนหนึ่งอาจหมายถึงโทนดำทอง แต่อีกคนอาจหมายถึงงานมินิมอลสะอาด ๆ ถ้านักออกแบบไม่ขุดไม่ถามให้ลึก งานก็มีโอกาสหลุดทิศทางได้ง่าย
บรีฟลูกค้าที่ดีเริ่มจากคำถามที่ใช่ อย่าพึ่งใช้อารมณ์
เวลาที่ลูกค้าเริ่มพูดกว้าง ๆ วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่รีบเปิดโปรแกรมทำงาน แต่คือถามให้ลึกกว่านั้น คำถามที่ดีจะช่วยดึงไอเดียที่ซ่อนอยู่ในหัวลูกค้าออกมา
ตัวอย่างคำถามที่ช่วยให้การ บรีฟลูกค้า ชัดขึ้น
1.โปรเจกต์นี้เริ่มต้นขึ้นเพราะอะไร ที่มาของความคิดคืออะไร
2.กลุ่มเป้าหมายของงานคือใคร
3.ลูกค้าอยากให้คนรู้สึกยังไงเมื่อเห็นงานนี้
4.มีแบรนด์หรืองานตัวอย่างที่ชอบไหม
5.อะไรคือสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับงานนี้
คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อถามเล่น ๆ แต่ช่วยให้ดีไซเนอร์เห็นภาพใหญ่ของงานก่อนจะเริ่มออกแบบจริง
แปลคำกว้างให้กลายเป็นภาพที่จับต้องได้
หนึ่งในสกิลสำคัญของนักออกแบบคือความสามารถในการแปลคำกว้าง ๆ ให้กลายเป็นรายละเอียดที่มองเห็นภาพได้จริง เพราะเวลาที่ลูกค้าพูดถึงงานดีไซน์ พวกเขามักใช้คำที่ฟังดูเข้าใจง่าย แต่จริง ๆ แล้วตีความได้หลายทาง
ลองนึกถึงเวลาที่ลูกค้าบอกว่าอยากให้งานดูโมเดิร์นขึ้น คำเดียวนี้อาจหมายถึงหลายอย่าง บางคนอาจกำลังคิดถึงสีสันที่สดขึ้น บางคนอาจหมายถึงเลย์เอาต์ที่ดูเคลื่อนไหวมากขึ้น หรือบางคนอาจแค่ต้องการให้งานมีองค์ประกอบที่สนุกขึ้นกว่าเดิม
หน้าที่ของนักออกแบบจึงไม่ใช่การเดา แต่คือการค่อย ๆ ถามเพื่อขยายความหมายของคำเหล่านั้นออกมาให้ชัดขึ้น เมื่อคำกว้าง ๆ ถูกแปลให้กลายเป็นรายละเอียดที่เข้าใจตรงกันได้ งานออกแบบก็จะมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นทันที จากคำพูดที่คลุมเครือก็เริ่มกลายเป็นแนวทางที่จับต้องได้จริง
ตั้งกติกาการทำงานตั้งแต่ต้น
นอกจากการทำความเข้าใจไอเดียของลูกค้าแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการกำหนดขอบเขตของงานตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เพราะถ้าการบรีฟลูกค้ายังไม่ชัด โอกาสที่โปรเจกต์จะเปลี่ยนทิศทางระหว่างทางก็มีสูงมาก
การกำหนดขั้นตอนการทำงานให้ชัดตั้งแต่แรกช่วยลดความสับสนได้มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนรอบการแก้งาน วิธีการรีวิวงาน หรือขั้นตอนการอนุมัติในแต่ละช่วง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อจำกัดลูกค้า แต่เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่ากระบวนการทำงานจะเดินไปในทิศทางไหน และแต่ละคนมีบทบาทอย่างไรในระหว่างทาง
เมื่อขอบเขตของงานชัดเจน ทั้งนักออกแบบและลูกค้าก็จะทำงานร่วมกันได้อย่างสบายใจมากขึ้น
อย่าหายเงียบระหว่างทำงาน
บางครั้งลูกค้าอาจปล่อยให้ดีไซเนอร์ทำงานไปยาว ๆ แล้วค่อยเข้ามาดูตอนที่งานเสร็จแล้ว ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นอิสระในการทำงาน แต่จริง ๆ แล้ววิธีนี้มีความเสี่ยงไม่น้อย
ถ้าทิศทางของงานเริ่มต้นผิดไปตั้งแต่แรก งานที่ทำไปแล้วจำนวนมากอาจต้องย้อนกลับมาแก้ใหม่ทั้งหมด และนั่นหมายถึงทั้งเวลาและพลังงานที่สูญเสียไปโดยไม่จำเป็น
วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือการสื่อสารกันระหว่างทางอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดตความคืบหน้า แชร์แนวคิดที่กำลังพัฒนาอยู่ หรือเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้รีวิวงานเป็นระยะ การเช็กอินแบบนี้ช่วยให้ทุกคนเห็นทิศทางเดียวกัน และลดโอกาสที่งานจะเดินไปไกลเกินกว่าจะปรับแก้ได้ง่าย
งานดีเริ่มจากการบรีฟที่ดี
สุดท้ายแล้ว งานกราฟิกที่ออกมาดีไม่ใช่แค่เรื่องของฝีมือหรือโปรแกรมที่ใช้เท่านั้น แต่คือความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างนักออกแบบกับลูกค้า
ลูกค้าหลายคนอาจมีภาพบางอย่างอยู่ในหัว แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายมันออกมายังไง เมื่อเจอนักออกแบบที่รู้จักตั้งคำถามที่ถูกจุด ไอเดียที่เคยคลุมเครือก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นแนวทางของงานที่ทุกคนมองเห็นตรงกัน
และบางครั้งความแตกต่างของผลงานอาจไม่ได้เกิดจากเครื่องมือที่ใช้ แต่อยู่ที่คำถามไม่กี่ประโยคในช่วงเริ่มต้นของการ บรีฟลูกค้า นั่นเอง เพราะคำถามที่ถูกจุด อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Idea Killer ที่ทำให้งานทั้งโปรเจกต์เปลี่ยนไปเลยก็ได้
เมื่อทิศทางของงานเริ่มชัด ขั้นตอนต่อไปก็คือการหาองค์ประกอบที่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นภาพประกอบ ไอคอน วิดีโอ หรือแรงบันดาลใจในการต่อยอดไอเดีย ซึ่งบนแพลตฟอร์มของ Shutterstock มีคลังคอนเทนต์ขนาดใหญ่ที่ช่วยให้คุณทดลองทิศทางของงานได้รวดเร็วขึ้น ตั้งแต่การหา reference ไปจนถึงการเลือกภาพที่นำไปใช้งานจริง
และถ้าคุณกำลังมองหาทีมที่ช่วยดูแลเรื่องการใช้งานคอนเทนต์ในระดับองค์กร ตั้งแต่การเลือกภาพไปจนถึงการจัดการลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง สามารถติดต่อ Number 24 x Shutterstock ได้เลย
Inbox : http://m.me/number24.co.th
LINE Official Account : https://line.me/R/ti/p/@klj9484n
Instagram : https://www.instagram.com/number24.co.th
Website : https://number24.co.th/
