11 วิธีก้าวข้ามการกลัวพรีเซนต์ด้วยการทำสไลด์ให้น่าสนใจ1

แรงบันดาลใจ

11 วิธีก้าวข้ามการกลัวพรีเซนต์ด้วยการทำสไลด์ให้น่าสนใจ

มีไม่กี่คนที่ชื่นชอบการพรีเซนต์หน้าชั้นเรียน บางคนกลัวการทำสไลด์เพราะขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง แต่ในธุรกิจไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ๆ ก็ต้องมีการพรีเซนต์อยู่เรื่อย ๆ เพื่อคอยอัพเดตข่าวสารสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ในองค์กรให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ ในครั้งนี้เราจะมาสอนวิธีทำสไลด์พรีเซนต์ให้สามารถดึงดูดสายตาคนได้อย่างอยู่หมัด

เราจะมาเล่าจากประสบการณ์ของทีมงาน ที่คุ้นชินกับการพรีเซนต์ต่อหน้าคนเยอะ ๆ มาบ่อยครั้ง โดยใช้เทคนิคจากวิทยากรมืออาชีพและผู้ที่ไปออกรายการ Ted Talk ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1.คุณต้องรู้จักคนดูก่อน

กุญแจสู่การพรีเซนต์ที่ประสบความสำเร็จคือการรู้จักผู้ฟังเสียก่อน เพราะการนำเสนอที่ยาวหรือเยอะเกินไปอาจทำให้ผู้ฟังหลับก่อนจะจบการพรีเซนต์ เราควรใช้คำย่อหรือหัวข้อในการฮุคเอาความสนใจคนดู จากนั้นค่อย ๆ อธิบายถึงสิ่งนั้น

คุณอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเล่าสิ่งที่คุณชำนาญการ แต่คนดูเขาเป็นแค่ผู้ฟังที่ไม่รู้อะไรเลย ค่อย ๆ สอนพวกเขาและมองพวกเขาเป็นมือใหม่ในด้านนั้น ๆ เสมอ

การเป็นมือใหม่ไม่ใช่เด็กใหม่ อย่าพูดด้วยภาษาที่กดสติปัญญาผู้ฟัง ให้คุยกับพวกเขาดั่งเพื่อนที่มาคอยฟังคุณสอนหัวข้อที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน

ภาพโดย Alina Rosanova

2.กระจายไอเดียของคุณลงในสไลด์

เลือกโปรแกรมที่คุณอยากจะทำก่อน เช่น  Microsoft PowerPoint, Google Slides, Keynote, sites like Prezi หรือจะโปรแกรมในเว็บของเราอย่าง Shutterstock Create ก็เป็นตัวเลือกที่ดีอันดับต้น ๆ

ใส่หัวข้อทุกอย่างลงในสไลด์ให้ครอบคลุมทุกประเด็น จากนั้นจดว่าแต่ละหน้าจะพูดถึงอะไร สร้างเป้าหมายไว้ในใจเสียก่อน อย่ากลัวว่ามันจะเยอะเกินไปเพราะคุณต้องใส่เข้าไปก่อนจากนั้นเราค่อยคัดออกทีหลัง

เทคนิคคือแบบเดียวกับการเขียน เราต้องใส่หัวข้อที่จะเขียนก่อนแล้วค่อย ๆ หาความสมเหตุสมผลในสไลด์ภายหลัง 

วิธีนี้จะช่วยให้เราเรียงลำดับความคิดในหัว แล้วค่อย ๆ บีบมันให้แคบลง

3.เรียนรู้ขนาดของหน้าสไลด์

สิ่งนี้อยู่ใน Shutterstock Create

ถ้าคุณต้องไปพรีเซนต์ในที่ ๆ เคยไปมาก่อน ให้ติดต่อฝ่ายอาคารหรือฝ่ายไอทีเพื่อกำหนดขนาดหน้าจอให้พอดีกับสไลด์ เพราะแต่ละสถานที่มีขนาดจอไม่ค่อยเหมือนกันเสียเท่าไหร่

โดยห้องประชุมปกติขนาดจอจะอยู่ที่ 1024 x 768 ถึง 1920 x 1080 ซึ่งไม่ค่อยต่างกันมากนัก ขึ้นอยู่กับความเก่าของสถานที่นั้น ๆ 

  • 1024 x 768 คือขนาดจอปกติของห้องประชุมในอดีต
  • 1920 x 1080 คือขนาดจอปกติของยุคใหม่ ออกแบบมาให้จอกว้างมากขึ้น

เกิดจากการเปลี่ยนผ่านของยุคทีวีจอตู้ไปยัง LED จอยักษ์ เพื่อเพิ่มความบันเทิงในการนำเสนอมากขึ้น

นี่คือจุดที่คุณต้องรู้เพราะไม่อย่างนั้นสไลด์พรีเซนต์ของคุณจะดูไม่รู้เรื่อง ให้เช็คก่อนว่าขนาดของที่นี่ไม่ใช่ 4:3 แน่ ๆ นะ? ไม่อย่างนั้นคุณต้องย่อพรีเซนต์ลงอีก

เพื่อให้ข้อความและภาพที่คุณนำเสนอยังคงอยู่เต็มจอ ไม่หลุดออกไปจนคนดูไม่สนุกตลอดการพรีเซนต์ ไม่อย่างนั้นนี่อาจเป็นการพรีเซนต์ที่แย่ที่สุดของคุณ โดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ

4.เริ่มเล่าอย่างมีชั้นเชิง

หลังจากสร้างดราฟท์แรกเสร็จให้ลองเริ่มเล่าและถักทอไอเดียทุกอย่างเข้าด้วยกัน

ถึงแม้บางอย่างที่คุณคิดว่ามันไม่น่าจะมาอยู่เรื่องเดียวกันได้ แต่การทำแบบที่กล่าวมาจะช่วยให้เรื่องราวเหล่านั้นมีเหตุผลซึ่งกันและกัน

ผู้ชมจะเข้าใจงานนำเสนอของคุณได้มากขึ้นถ้านำเสนอมันอย่างมีตรรกะ ทุกอย่างที่เล่ามาจะค่อย ๆ พัฒนาเรื่องราวไปสู่บทเรียนหรือหัวข้อที่ใหญ่ขึ้น

ภาพโดย Luis Molinero และ Nicholas Piccillo

5.เริ่มลบสไลด์ออก

หลังจากลองเริ่มเล่าพรีเซนต์ตัวเองเสร็จ ถ้ามีอะไรที่คุณคิดว่ามันไม่ค่อยเข้ากับเรื่องราวให้ลบออกไป ถึงแม้สิ่งนั้นจะดูสำคัญมากก็ตาม 

ขั้นตอนนี้เราจะรู้ว่าอะไรที่สำคัญที่สุด ถ้าทุกอย่างสำคัญหมดจะไม่มีอะไรสำคัญทั้งสิ้น คุณอาจเสียความตั้งใจของผู้ฟังไปขณะบรรยายอยู่ก็ได้

ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากแต่คุณจะต้องลบสไลด์ออกไป แล้วรวมทุกหัวข้อให้เป็นหนึ่งเดียวให้ได้

6.ฝึกซ้อมกับสไลด์พรีเซนต์

ระหว่างการฝึกซ้อมคุณจะเจออะไรที่ไม่สมเหตุผลหลายอย่างแล้วเริ่มเรียงลำดับการเล่าใหม่ คุณต้องทำจนกว่าจะพบว่าการพรีเซนต์นี้ไม่มีอะไรขัดใจตรรกะของคุณได้

แต่ก่อนจะคลิกไปยังแต่ละสไลด์ให้คุณแนะนำตัวเองเสียก่อน จากนั้นลองสรุปคำพูดทุกอย่างที่คุณอยากพูดภายใน 15 คำ ถ้าทำได้นั่นคือคุณใช้ได้แล้ว

ฝึกฝนไปจนกว่าจะจดจำเนื้อหาทั้งหมดในสไลด์และค้นพบวิธีการพูดให้น่าสนใจ วิธีนี้จะช่วยก้าวข้ามความกลัวการพรีเซนต์ได้อย่างสิ้นเชิง แต่พอถึงเวลาพรีเซนต์งานจริง ๆ คุณต้องไม่พูดเหมือนอ่านสคริป ให้จำแค่หัวข้อและข้อมูลที่เข้าประเด็นก็พอ

คุณต้องให้ข้อมูลเข้าหัวผู้ฟังอย่างเป็นธรรมชาติ จะทำเช่นนั้นได้คุณต้องมีข้อมูลในหัวที่แน่นพอสมควร ย้ำ! ว่าข้อมูลไม่ใช่สคริป เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้ตอบคำถามผู้ฟังได้อย่างเป็นธรรมชาติ

7.ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับรูปแบบสไลด์และการใช้ภาพ

สิ่งนี้อยู่ใน presentation template

ทั้งภาพและพื้นหลังภายในสไลด์ คือสิ่งสำคัญในการเล่าให้ประสบผลสำเร็จ คุณคงไม่ชอบถ้ามองพรีเซนต์ตัวเองแล้วรู้สึกว่า “เห้ย ทำไมหัวข้อกับข้อความมันเยอะขนาดนี้นะ”

สไลด์ที่มีข้อความจำนวนมากไม่ใช่สิ่งดี ผู้ชมจะเริ่มอ่านสไลด์บนจอก่อนจะเริ่มฟังคุณเสียอีก

เพื่อดึงดูดความสนใจผู้ฟัง ให้จำกัดจำนวนข้อความและเพิ่มรูปภาพประกอบให้เยอะ ๆ การใช้รูปภาพจะทำให้ข้อความในหัวผู้ฟังหายไปและเริ่มฟังคุณต่อทันที

ถ้าคุณกำลังมองหาภาพไปใช้งานในพรีเซนต์ อย่าลืมใช้  Shutterstock Add-in for Microsoft PowerPoint และ Google Slides plugin จะได้หาภาพมาประกอบได้ง่าย รวดเร็วและถูกลิขสิทธิ์ แค่ลากแล้ววางได้เลย

คุณสามารถใช้ฟังก์ชั่น Create เพื่อใช้เทมเพลตทำพรีเซนต์ รวมถึงสามารถตัดต่อภาพจาก Shutterstock และภาพส่วนตัวที่อัพเข้าไปได้เพียงไม่กี่คลิก

8.ใช้วิดีโอกันบ้าง

วิดีโอคือตัวสร้างความสนใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่วิดีโอถ้ายาวเกินไปก็อาจเสียผู้ฟังไปได้เช่นกัน ถ้าต้องใช้งานวิดีโอโปรดใช้ความระมัดระวัง และต้องแน่ใจว่าการใช้วิดีโอในงานพรีเซนต์ต้องมีภาพคมชัดระดับสูงด้วย

กฎการใช้ก็ง่าย ๆ คืออย่าเปิดวิดีโอเกิน 5 นาที ถ้าให้ดีควรอยู่ไม่เกิน 60 วินาที

ระหว่างการฝึกพรีเซนต์ให้ดูว่าคลิปวิดีโอจะไม่ทำภาพรวมงานพรีเซนต์ของคุณพัง เพราะวิดีโอต้องใช้เสียงและอินเทอร์เน็ตที่สเถียรพอสมควร อย่าลืมตรวจเช็คกับทีมงานก่อนทุกครั้ง

9.ใช้ Transitions เพิ่มความน่าสนใจ

การใช้ Transitions แบบอัตโนมัติอาจดูเสี่ยงที่คุณจะพูดไม่ทัน แต่ก็ช่วยให้การนำเสนอผ่านไปอย่างรวดเร็วและจำกัดเวลาได้ ถ้าคุณใช้ภาพเยอะก็ปล่อยให้ภาพเลื่อนไปเรื่อย ๆ คุณก็แค่ยืนพูดพร้อมภาพประกอบก็พอ

วิธีนี้ผู้ฟังจะไม่มีคำถามระหว่างการพรีเซนต์ เพราะพวกเขาจะเก็บคำถามไว้ในใจแล้วค่อยถามตอนจบ นับเป็นอีกวิธีที่ฉลาดในการนำเสนอให้ตรงต่อเวลา

10.คุณไม่ใช่คนตลกสำหรับทุกคน

ทุกคนมีอารมณ์ขันที่แตกต่างกัน ดังนั้นอย่าคาดหวังว่ามุกทั้งหมดของคุณจะโดนใจทุกคน หากคุณมัวแต่รอเสียงหัวเราะจากผู้ชม คุณนั่นแหละจะเสียสมาธิและความมั่นใจในตัวเอง

คนมาดูคุณเพราะอยากฟังเรื่องราวและการนำเสนอ ไม่ใช่เรื่องตลก อย่ารอเสียงหัวเราะให้เดินหน้าต่อไป

ภาพโดย Mix and Match Studio

11.อย่ากลัวที่จะลบทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่

หลังจากคุณผ่านการฝึกซ้อมมาอย่างหนักหน่วง แต่ท้ายที่สุดคุณพบว่าในสไลด์มีข้อบกพร่องที่ทำให้การเล่าผิดประเด็น อย่าได้กลัวการลบแล้วเล่าใหม่ ให้โฟกัสที่คอนเซปท์เรื่องราวเดิมแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้น

ถ้าคุณยังมองว่าสไลด์ยังสื่อสารได้ไม่พออีก ก็ให้ลองเปลี่ยนภาพใหม่ ฟอนต์ใหม่ การจัดวางใหม่ ๆ ให้ได้การเล่าเรื่องที่ดีขึ้น

ภาพโดย Pressmaster และ Shutterstock Create’s Presentation Slide Template

พรีเซนต์อย่างไรให้ผู้ฟังมีปฏิสัมพันธ์

หลังจากที่รู้พื้นฐานกับทำสไลด์พรีเซนต์แล้ว แต่เราจะนำเสนออย่างไรให้คนฟังมีอารมณ์ร่วมและน่าสนใจมากขึ้น

ถ้าคุณพรีเซนต์ต่อหน้าผู้ฟังจำนวนมากถือว่าโชคดีไป เพราะการได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนในงานขนาดใหญ่เป็นไปได้ยาก แต่ถ้าต้องพรีเซนต์ต่อหน้าผู้ฟังกลุ่มเล็ก ๆ เช่น คณะกรรมการบริหารหรือกลุ่มคนที่ไม่รู้จักคุณเลยแม้แต่น้อย การสร้างปฏิสัมพันธ์โต้ตอบให้ได้คือทางออก

ถ้าสไลด์ของคุณดูเรียบ ๆ ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก การพรีเซนต์ของคุณจะช่วยให้ผ่านเรื่องราวนี้ไปได้

นี่คือเทคนิคเล็กน้อยที่ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์กับการพรีเซนต์ของคุณ

1.คุยต่อหน้า

ท้ายที่สุดแล้วการนำเสนอจะน่าสนใจอยู่ที่ผู้นำเสนอ คุณจะต้องมีเสน่ห์ ไหวพริบ อารมณ์ขัน เสียดสีได้ตามความเหมาะสม เพื่อช่วยดึงดูดสายตาผู้ชม

บุคคลที่มีความมั่นใจจะช่วยให้การพรีเซนต์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นอย่างเด่นชัด

2.อ่านบรรยากาศโดยรวม

หลังจากที่คุณมีความมั่นใจแล้ว ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องปลดปล่อยความมั่นใจนั้นออกมาแบบ 300% ต่อให้คุณตลกแทบตาย แต่ถ้าความตลกทำให้การพรีเซนต์ดูห่วยลงก็เท่านั้น

บรรยากาศโดยรวมในห้องคือสิ่งที่คุณต้องอ่านให้ออก

ให้คิดก่อนว่าคุณจะไปพรีเซนต์ที่ไหน โรงเรียน ห้องประชุม งานกลางแจ้ง ฯลฯ เหมือนกับเวลาที่คุณต้องเลือกชุดมาใส่ คุณต้องดูก่อนว่าจะไปงานประเภทใดนั่นแหละ

ถ้าคุณเลือกบุคคลิกในการพรีเซนต์ถูกงาน วันนั้นคุณจะมีความสุขมาก ๆ เลยล่ะ

3.ใช้สื่อหลากหลาย

ถ้าคุณคิดว่าแค่คลิปวิดีโออย่างเดียวอาจทำให้คุณดูง่วง ทำไมไม่ลองใส่ไปสัก 2 คลิปเลยล่ะ? หรือลองใส่พวกเพลงเข้าไปด้วยขณะเล่า เพื่อยกระดับอารมณ์ผู้ฟังให้คล้อยตาม

ลองคิดภาพในหัวว่าคุณกำลังพรีเซนต์ต่อหน้านักเรียนกลุ่มหนึ่ง ใครจะไปอยากฟังคนพูดตลอดเวลา คุณจะต้องใส่สื่อที่หลากหลายเข้าไปด้วยเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมกับเด็ก ๆ กลุ่มนั้น ตัวอย่างเช่น กราฟสถิติ ข้อมูล คำคม คำถาม คำแถลงการณ์ อินโฟกราฟิก หรือภาพถ่าย

ปัจจุบันความสนใจของมนุษย์โดยเฉลี่ยลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือแค่ 8 วินาที ทำให้ความหลากหลายของสื่อคือสิ่งจำเป็นในยุคนี้

4.สไลด์น้อยแต่คุณเยอะ

อาจฟังดูแปลกๆแต่การพรีเซนต์ย่อมต้องใช้สไลด์เสริมการนำเสนอ แต่สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องยึดติดเสมอไป กล่าวคือคุณสามารถดึงดูดสายตาผู้คนด้วย กราฟิก สี เอฟเฟกต์ และรูปภาพได้แม้จะมีสไลด์ที่น้อยลงก็ตาม

ยิ่งคุณเขียนบนสไลด์น้อยลงเท่าไหร่ ผู้ชมก็จะยิ่งฟังคุณมากขึ้นเท่านั้น

รูปแบบนี้ขึ้นอยู่กับกาลเทศะ คุณต้องทำการบ้านให้หนักก่อนจะเริ่มคิดถึงวิธีนี้

5.ลองฝึกเดโม่

ถ้าคุณต้องไปพรีเซนต์ในงานที่สำคัญมาก ๆ คุณอาจต้องมีการเดโม่ก่อนลงสนามจริง ให้คนที่คุณรู้จักหรือไม่รู้จักมาฟัง ก่อนจะถึงวันจริง

วิธีนี้จะจำลองเหตุการณ์เสมือนจริงให้คุณได้รู้ ว่าผลลัพธ์ของพรีเซนต์ได้ผลดีแค่ไหน เช่น การขอให้ยกมือ การตอบคำถาม อารมณ์ที่เกิดขึ้นในงานเป็นอย่างไร เป็นต้น

สิ่งนี้จะช่วยเก็บประสบการณ์ให้กับคุณระยะยาว ตัวเลือกนี้ไม่เพียงแค่ทำให้ผู้ฟังรู้จักคุณมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้ที่เข้ามาฟังรู้จักกันได้มากขึ้นอีกด้วย

ภาพโดย Krakenimages.com และ Prostock-studio

วิธีการสร้างพรีเซนต์แบบมีปฏิสัมพันธ์ออนไลน์

เรากำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเบื่อประชุมผ่าน Zoom อีกทั้งเราสามารถประชุมได้ทั้งวันตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านออนไลน์เพราะเทคโนโลยีที่ล้ำยุคของเรา ถือว่าโชคดีในโชคร้ายล่ะนะ

แล้วเราจะทำอย่างไรให้พรีเซนต์ของเรามีปฏิสัมพันธ์ล่ะ? ปัจจุบันในแต่ละโปรแกรมการประชุม จะมีฟังก์ชั่นมากมายให้เราทดลองใช้ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของเรา เช่น ระบบ Screen sharing แชทสด กดปุ่มยกมือ เป็นต้น

ภาพโดย Everett Collection

แต่การประชุมออนไลน์จะไม่ได้รู้สึกถึงพลังจากผู้ฟังใด ๆ เพราะบางครั้งเราก็เห็นแต่สไลด์พรีเซนต์ไม่เห็นหน้าผู้พูดหรือผู้ฟัง ผู้นำการประชุมต้องปิดไมค์ทุกคนก่อนพูดทุกครั้งเพื่อป้องกันสิ่งกวนใจ

แต่ข้อดีก็คือคุณสามารถกดอัดวิดีโอไว้ฟังทีหลังได้เสมอ 

กลยุทธ์การตลาด

จะพรีเซนต์ออนไลน์หรือต่อหน้า กลยุทธ์การตลาดล้วนสำคัญที่สุดในการนำมาประกอบพรีเซนต์เสมอ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่อยู่บนสไลด์ ต้องทำให้เหมือนว่าคุณกำลังจะขายของลูกค้าอยู่ ต้องมีภาพ หัวข้อ ช่องทางติดต่อ ฯลฯ เป็นต้น

ถ้าคุณทำพรีเซนต์เล่าไปงั้น ๆ ไม่มีอะไรบ่งบอกให้ผู้ฟังทำอะไรต่อ คุณก็แค่เสียเวลาไปอีกวันอย่างเปล่าประโยชน์

อย่าลืมว่าคุณไม่สามารถทำการตลาดในสิ่งที่คุณให้สัญญาจริงไม่ได้ จงคิดก่อนพูดเสมอ

ภาพโดย PeopleImages.com – Yuri A

ท้ายที่สุดแล้วถ้าคุณสามารถจดจำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ได้ทั้งหมด ไม่มีทางที่ผู้ฟังจะไม่สนใจคุณแน่นอน อย่าลืมฝึกฝนบ่อย ๆ และต่อสู้กับอาการตื่นเวทีให้ได้

อย่าลืมจัดการอารมณ์ก่อนขึ้นไปบนเวทีเสมอ เพราะท้ายสุดแล้วคุณคือมนุษย์ ผู้ชมต่างต้องการเห็นว่าคุณคือมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรอ่านสคริป พวกเขาล้วนคาดหวังความจริงใจจากการพรีเซนต์ ถ้าคุณคิดว่าคุณต้องสมบูรณ์แบบสิ่งนี้จะทำให้คุณห่างไกลความเป็นมนุษย์ไปเรื่อย ๆ 

ใช้เวลาฝึกสมาธิและคิดภาพบวกในหัว เพียงเท่านี้ไม่ว่าพรีเซนต์ของคุณจะเป็นหัวข้อใดก็ตาม คุณจะผ่านมันไปได้ 

ถ้าท่านใดสนใจอยากลองใช้ฟีเจอร์ Create ของ Shutterstock เพื่อสร้างพรีเซนต์ที่ถูกใจคุณ สามารถติดต่อพวกเราได้ที่ Number 24 x Shutterstock

บทความโดย : Conquer Your Fear of Presentations with 11 Tips for Engaging Slideshows

เรียบเรียงโดย : ทีมงานชัตเตอร์สต็อกประเทศไทย ดำเนินงานโดย นัมเบอร์ 24

Related Blog

 

12 ไอเดียยกระดับการตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

 
 
AI จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ไปในทางที่ดี ถ้าเราพัฒนามันอย่างถูกจริยธรรม1

AI จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ไปในทางที่ดี ถ้าเราพัฒนามันอย่างถูกจริยธรรม

 
 

น้องหยก (ความรู้สึกหลังฝึกงานกับ Number 24 x Shutterstock)

 
 

Vlog คืออะไรเหรอ? แล้วแบรนด์ของคุณต้องใช้ไหม?

 

กรุณากรอกข้อมูลสำหรับการติดต่อ





    Type:

     
    Shopping cart0
    There are no products in the cart!
    Continue shopping